(เพิ่มเติม) "ณพ"ลั่นดัน WEH เข้าตลาดหุ้นพร้อมเคลียร์ทุกคดี-เจรจาลงทุน 3 โครงการใหญ่ในตปท.

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday August 19, 2020 17:31 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายณพ ณรงค์เดช รองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) เปิดแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น บริษัทได้นำข้อมูลไปปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการกับคณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มาเป็นระยะ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่จะได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เพื่อระดมทุน และยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อตามแผน โดยเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย

ขณะที่คดีความหลายคดีทั้งคดีกับนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ถือหุ้นเดิม และคดีกับครอบครัวณรงค์เดช เป็นเรื่องปกติที่จะมีกลยุทธ์การสร้างคดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อสร้างแรงกดดันตน โดยหลายคดีก็ยุติไปแล้วและตนเองเป็นฝ่ายชนะคดีทั้งหมด เช่น คดีพิพาทภายใต้อนุญาโตตุลาการที่บริษัทของนายนพพร ฟ้องขอยกเลิกการขายหุ้นวินด์ฯ ให้กับตนเอง อนุญาโตตุลาการก็ตัดสินว่ายกเลิกไม่ได้ หรือคดีที่ฮ่องกงที่ถูกบริษัทของนายนพพร และครอบครัวณรงค์เดชฟ้องนั้น ศาลฮ่องกงได้ยกคดีไปทั้งหมดแล้ว

ส่วนคดีอื่นๆ ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งมีทั้งคดีที่ถูกบริษัทของนายนพพร ฟ้องที่ประเทศอังกฤษและมาฟ้องในประเทศไทย รวมทั้งที่ครอบครัวของตนมาฟ้องในศาลไทยด้วย แต่ก็ยังเชื่อมั่นในข้อเท็จจริง

นายณพ กล่าวว่า สาเหตุที่ออกมาแถลงข่าววันนี้ เพราะกระแสข่าวที่ออกมาสร้างความสับสนให้กับหลายฝ่าย รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อยของ WEH ที่มีกว่า 200 ราย และยังพาดพิงไปถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย รวมถึงสร้างความแตกแยกในกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วย

"วันนี้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องภาพลักษณ์บริษัท เป็นอย่างนี้มันจะไปได้เร็วหรือช้า"นายณพ กล่าว

นายณพ กล่าวอีกว่า ทราบดีว่าผู้ถือหุ้นทุกรายต้องการให้ WEH เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และจ่ายเงินปันผลได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีความพยายามดำเนินการมาตลอด และตั้งแต่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนใน WEH ก็ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แม้ที่ผ่านมามีคดีความต่างๆ เกิดขึ้นก็ตาม ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่เป็นเรื่องภาพลักษณ์องค์กรมากกว่าที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญ

"ผมเข้าใจความรู้สึกผู้ถือหุ้น ซึ่งบางคนก็เข้ามาก่อนผม ความอึดอัดที่ต้องรอ ก็ไม่ต่างกับผม แต่ก็มีสิ่งที่ต้องทำ และผมเห็นแสงปลายอุโมงค์ เราสามารถทำรายได้ สามารถหาแหล่งเงินทุนไป COD โครงการได้"นายณพ กล่าว"

นายณพ อธิบายที่มาของการเข้าลงทุนใน WEH ว่า ได้เข้ามาซื้อหุ้น WEH ตั้งแต่ปี 58 ซึ่งบริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพียง 2 โครงการ และกรรมการลาออกหลายคน มีหนี้กับสถาบันการเงินถึง 8 พันล้านบาท จนถึงวันนี้ตัว WEH เองได้ชำระหนี้จนเหลือเพียง 250 ล้านบาท คาดว่าจะชำระได้หมดภายในปีนี้ เมื่อหนี้สินหมดบริษัทก็จะสามารถจ่ายเงินปันผล แต่ขึ้นกับคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นด้วยว่าจะอนุมัติหรือไม่

ขณะที่บริษัทในกลุ่ม WEH มีหนี้สิน 36,000 ล้านบาทที่เป็นลักษณะ Project Finance จำนวน 8 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการสามารถทำรายได้และทยอยคืนหนี้ได้ตามกำหนด โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และบริษัทไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่จ่ายก่อนกำหนดด้วยซ้ำ

พร้อมกันนั้น นายณพ ยังยืนยันว่า ในสัญญาเงินกู้กับ SCB มีการระบุว่าผู้บริหารของ WEH จะต้องเป็นตนเอง หากมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารสัญญาก็ถูก defult ทันที ขณะที่มีรายงานข่าวก่อนหน่านี้ว่าผู้ถือหุ้นบางกลุ่มพยายามกดดันให้มีการปลดนายณพ และกลุ่มผู้บริหารที่เป็นผู้ใกล้ชิด ออกทั้งหมด เพราะเห็นว่าเป็นอุปสรรคของการนำ WEH เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นายณพ กล่าวอีกว่า ผลงานบริหารของตนเองทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นเป็นลำดับ จากปี 58 มีโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ 2 โครงการ มีรายได้ 1,600 ล้านบาท กำไรกว่า 500 ล้านบาท ขาดทุนสะสม 128 ล้านบาท ต่อมาในปี 59 สามารถ COD เพิ่มเป็น 3 โครงการ สร้างรายได้ 1,800 ล้านบาท กำไร 770 ล้านบาท และมีกำไรสะสม 20 ล้านบาท

มาถึงปี 60 มีรายได้ 3,260 ล้านบาท กำไร 970 ล้านบาท กำไรสะสม 368 ล้านบาท, ปี 61 มีรายได้ 4,275 ล้านบาท กำไร 1,560 ล้านบาท กำไรสะสม 1,392 ล้านบาท และปี 62 สามารถ COD ได้ครบ 8 โครงการ สร้างรายได้กว่า 12,000 ล้านบาท กำไร 5,888 ล้านบาท และมีกำไรสะสม 5,975 ล้านบาท

บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศโดยพิจารณาอยู่ 3 โครงการ มีทั้งพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้เจรจามาพอสมควร เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนสูง ส่วนการขยายธุรกิจในประเทศคงต้องรอดูแผน PDP ฉบับใหม่ก่อน ขณะที่ฉบับเดิมมีพลังงานลม 270 เมกะวัตต์ หรือปีละ 90 เมกะวัตต์ แต่ขณะนี้เปลี่ยน รมว.พลังงานแล้ว จึงต้องรอดูนโยบายก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทวางเป้าหมายทุก 5 ปีจะเพิ่มกำลังการผลิตจ่ายไฟเท่าตัว เน้นที่ธุรกิจพลังงานทดแทน

ปัจจุบัน WEH มีโรงไฟฟ้าพลังงานลมรวม 8 โครงการ ในจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 717 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ โรงไฟฟ้า FKW กำลังผลิตติดตั้ง 103.5 MW เริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (COD) ปี 55, โรงไฟฟ้า KR2 กำลังผลิตติดตั้ง 103.5 MW เริ่ม COD ปี 56, โรงไฟฟ้า WTB กำลังผลิตติดตั้ง 60 MW เริ่ม COD ปี 59, โรงไฟฟ้า T1 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 61, โรงไฟฟ้า T2 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 61, โรงไฟฟ้า T3 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 61, โรงไฟฟ้า NKS กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 61 และ โรงไฟฟ้า T4 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ไตรมาส 1/62

นายณพ ยอมรับว่า ปัญหาของบริษัทคือแม้จะเป็นบริษัทจำกัดแต่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยมากถึงกว่า 200 ราย และ ปัญหาที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมทั้งหมดเป็นที่ดิน ส.ป.ก.แต่ก็ได้แก้ไขปัญหานี้ไปแล้ว 80-90%

นายณพ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ WEH ยังไม่นิ่ง โดยส่วนของกลุ่มตนเองถือหุ้นในนามของ บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเตด ประมาณ 40% ซึ่งจุดเริ่มต้นเป็นการจัดตั้งบริษัท เคพีเอ็น เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด และ Fullerton Bay Investment Limited เพื่อซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Next Global Investment Limited บริษัท Symphony Partner Limited และบริษัท Dynamic Link Venture Limited ซึ่งจดทะเบียนที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นของนายนพพร โดยทั้ง 3 บริษัทฯ ถือหุ้น 100% ในบริษัท Renewable Energy Corporation จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เคพีเอ็น เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ) ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้น 59.46% ใน WEH

แต่ในปัจจุบัน หุ้น WEH ในส่วนของตนถูกโอนขายไปให้แก่ บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ที่จดทะเบียนในฮ่องกง และเป็นของคุณหญิงกอแก้ว บุญยะจินดา ซึ่งเป็นคุณแม่ของภรรยา ซึ่งมีการทำนิติกรรมบางส่วนผ่านนายเกษม ณรงค์เดช ซึ่งเป็นบิดา จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างตนกับพี่น้องในครอบครัวณรงค์เดช

ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยกว่า 200 คน คิดเป็นกว่า 10% และมีกลุ่มนายประเดช กิตติอิสรานนท์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นดั้งเดิม รวมทั้งกลุ่ม บมจ.เด็มโก้ (DEMCO) ซึ่งไม่ทราบว่ามีสัดส่วนเท่าใด ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสื่อสารกับผู้ถือหุ้นมาโดยตลอด

ทั้งนี้ กลุ่มนายประเดชก็เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นก่อนตนเอง แต่พอตนเองได้เข้ามาบริหารงานได้ดีแล้วกลับเข้ามามีบทบาทในบริษัท ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มนายประเดช มีตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการ 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นบุตรสาวของนายประเดช ทั้งนี้ WEH จะมีการปรับโครงสร้างเป็นบริษัทมหาชน และเตรียมเพิ่มกรรมการอิสระเข้ามาตามเกณฑ์ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนไปแล้วมากกว่า 50%

ส่วนคดีในฮ่องกง นายณพกล่าวว่า ขณะนี้คดีความได้สิ้นสุดแล้ว และคดีที่นายนพพร ฟ้องให้ยกเลิกการขายหุ้นก็จบแล้วและได้เงินค่าหุ้นไปชำระแล้ว เหลืออีกคดีที่สิงคโปร์ที่ตนเองฟ้องนายนพพรในชั้นอนุญาโตตุลาการที่ขายหุ้นให้กับตนกรณีที่ไม่จ่ายเงินค่าหุ้นงวดสุดท้ายเพราะนายนพพรไม่ได้ทำตามเงื่อนไข เหมือนขายของไม่ตรงปก สำหรับคดีในไทยก็ยังมีอยู่ ซึ่งอยู่กระบวนการชั้นศาลอยู่

ที่แรึกษาด้านกฎหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาคดีล่าช้าไป 3-4 เดือน เพราะติดปัญหาสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ตอนนี้ก็กลับมาปกติ

นายณพ ยังกล่าวถึงคดีความในครอบครัวณรงค์เดชว่า เหตุการณ์ครอบครัวไม่ลงรอยกันเกิดมาตั้งแต่สมัยคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช ซึ่งเป็นมารดายังมีชีวิตอยู่ และคุณหญิงก็เลือกที่จะไม่พูด รอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งตนเองก็จะให้เวลาพิสูจน์เช่นกัน

"คดีเกี่ยวกับครอบครัว เรื่องนี้ทำให้ผมเสียใจ ไม่น่าจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องในครอบครัว ไม่สมควรมาพูดข้างนอก ซึ่งเข้าใจกันว่าเอาเงินครอบครัวมาซื้อบริษัทนี้ ซึ่งไม่จริง"นายณพ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีข่าวโจมตีเรื่องการใช้จ่าย หรือทุจริต และกระแสการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ยืนยันว่า บริษัทมีกรรมการตรวจสอบ และบริษัทยึดหลักความโปร่งใส และธรรมาภิบาล ขณะที่ไม่เคยได้รับการติดต่อจากกลุ่มของนายประเดชเข้ามาพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลงในบริษัทแต่อย่างใด

https://youtu.be/eqhUlCsEp4g


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ