TALK: อนาคต WEH ในมือ กิตติอิสรานนท์ วาดฝัน 5 ปีเป้า 1,500MW ยันแหล่งเงินพร้อมแม้ไร้แวว IPO

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday October 28, 2020 09:53 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

มหากาพย์ขุมทรัพย์แสนล้านของ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ย้อนรอยกลับไปเมื่อวันที่ 10 ก.ย.63 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติปลดนายณพ ณรงค์เดช พ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัท และแต่งตั้งนายประเดช กิตติอิสรานนท์ เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการแทน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องคดีความยังถาโถมเข้ามาสร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท

แม้ว่านายณพ จะพ้นกรรมการบริษัทแล้ว แต่ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน WEH ผ่านบริษัท โกลเด้น มิวสิค ที่ล่าสุดเตรียมยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้นายประเดช โอนหุ้นคืนที่ซื้อไปจากโกลเด้น มิวสิค 13% โดยอ้างว่านายประเดช ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าหุ้น แต่กลับใช้หุ้นที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องไปใช้ออกเสียงเพื่อประโยชน์ตนเองในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เป็นที่มาของการปลดนายณพพ้นจากผู้บริหาร

อ้างอิงข้อมูลล่าสุดพบว่าบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งในหุ้น WEH คิดเป็น 41,216,398 หุ้น หรือ 37.8697% และกลุ่มตระกูลกิตติอิสรานนท์ เป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองในหุ้น WEH คิดเป็น 39,081,685 หุ้นหรือ 35.9085% ถัดมาเป็นบมจ.เด็มโก้ (DEMCO) ถือหุ้น 4,210,526 หุ้นหรือ 3.8686% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และที่เหลือเป็นกลุ่มผู้ลงทุนจำนวนมากรวมกว่า 200 ราย

นายกำธร กิตติอิสรานนท์ บุตรชายของนายประเดชที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร WEH เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า ภายหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุดเป็นการโหวตเปลี่ยนกรรมการผู้มีอำนาจ กลุ่มกิติอิสรานนท์ได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นให้เข้ามาบริหารบริษัทเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เช่น ประเด็นการเซ็นลงนามอนุมัติจากเดิมมีเพียงกรรมการเซ็นลงนามก็อนุมัติได้แล้ว แต่ได้ปรับเปลี่ยนอำนาจมาเป็นการให้กรรมการเซ็นลงนามคู่กับผู้บริหารเท่านั้น เพราะผู้บริหารระดับ CEO หรือ CFO เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจบริษัทเป็นหลัก ดังนั้น จึงอยากย้ำกับผู้ถือหุ้นทุกคนให้เข้าใจอีกครั้งว่ากลุ่มกิตติอิสรานนท์ได้เข้ามากำหนดแนวทางด้านธรรมาภิบาลดูแลผู้มีส่วนได้และส่วนเสีย ควบคู่ไปกับการเติบโตต่อไปในอนาคต

"ก่อนหน้านี้มีหลายกระแสข่าวที่บอกว่าครอบครัวผม (กิตติอิสรานนท์) ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงให้เป็นบริษัทครอบครัว แต่เราก็แสดงจุดยืนชัดเจนด้วยการเปลี่ยนการอำนาจการลงนามอนุมัติเรื่องต่างๆ หรือแม้แต่เรื่องการเบิกเงินกับสถาบันการเงิน ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถลงนามคู่กับพี่สาวได้แล้ว ต้องลงนามคู่กับผู้บริหารเท่านั้น"

*เจรจา SCB ไม่กระทบเงินกู้ Project Finance

นายกำธร ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทมาถึงปัจจุบันที่ WEH เริ่มรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) บริษัทไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เลย แต่ยอมรับว่าช่วงระหว่างปิดดีลกับสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อโครงการ (Project Finance) คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มีบางเงื่อนไขระบุเอาไว้เกี่ยวกับตัวบุคคล แต่ภายหลังจากเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารแล้วก็ได้เจรจาปรับเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งผลการเจรจาออกมาด้วยดีทางสถาบันการเงินไม่ได้เรียกให้ชำระคืนหนี้แต่อย่างใด ทำให้กลุ่มผู้บริหารใหม่สามารถเดินหน้ากิจการได้ตามปกติ

แม้ว่าปัจจุบันโครงการที่เป็น Project Finance จะเหลือระยะเวลาชำระหนี้ประมาณ 8 ปีเท่ากับอายุ Adder เดิมที่จะสิ้นสุดลง แต่บริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี พร้อมกันนั้น บริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนโครงการใหม่ที่จะสร้างรายได้และกระแสเงินสดเข้ามาให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

"วันนี้บริษัทมีกระแสเงินสดเยอะมาก เพราะโดยปกติแล้วโครงการไฟฟ้าพลังงานลม จำเป็นต้องมีเงินสำรองเอาไว้ห้ามปันผลมาให้บริษัทแม่เพื่อป้องกันหากเกิดความผิดพลาดการรับรู้รายได้จากพลังงานลมของแต่ละโครงการ เป็นข้อดีว่าบริษัทมีศักยภาพเพียงพอต่อการชำระหนี้แต่ละงวดได้สบายมาก"

อ้างอิงข้อมูลปัจจุบันบริษัทและบริษัทย่อยมีหนี้เป็นลักษณะ Project Finance กับธนาคารไทยพาณิชย์ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท เป็นวงเงินเพื่อนำมาพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม คิดเป็นดอกเบี้ยจ่าย 4-5% ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ทั้งหมด 8 ปี

*รับปมขัดแย้งผู้ถือหุ้นใหญ่อุปสรรคเป็น"มหาชน"-หุ้นกู้คือทางออกหากแผน IPO สะดุด

นายกำธร กล่าวว่า กรณีความขัดแย้งของผู้ถือหุ้นใหญ่ส่วนตัวอยากให้ยึดคำกล่าวของประธานกรรมการบริษัทที่เคยระบุว่าหากจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีเงื่อนไขคือต้องแปลงบริษัทเป็น "มหาชน" และขั้นตอนของการแปลงเป็นบริษัท "มหาชน" นั้นจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบใช้คะแนนเสียง 75% ของผู้ถือหุ้นทั้งหมด ดังนั้นหากผู้ถือหุ้นมีเป้าหมายที่ต้องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 กลุ่ม

นายกำธร ยอมรับว่า อุปสรรคต่างๆ อาจกระทบกับแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่บอร์ดบริหารมีความพยายามหาแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ๆ อย่างตลาดตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้ หรือกรณีขยายโครงการในต่างประเทศก็มีแนวทางที่จะระดมทุนด้วยสกุลเงินในประเทศต้นทางที่บริษัทเข้าไปลงทุน และรวมถึงกระแสเงินสดที่ได้รับจากเงินปันผลที่เป็นกำไรสะสมก็สามารถนำไปขยายการลงทุนโครงการต่างๆ ได้ตามเป้าหมายได้เช่นกัน

"ไอพีโอเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่ใช้ระดมทุนเท่านั้น เราก็มีอีกหลายแนวทางที่ระดมทุนได้ ซึ่งแนวทางระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน จำเป็นต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น บอร์ดบริหารไม่สามารถตัดสินใจเองได้ แต่กรณีระดมทุนตลาดการเงิน หรือตราสารหนี้ถือเป็นสิทธิที่บอร์ดบริหารมีสิทธิ์สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว"

*5 ปีสานฝันเป้า 1,500 MW รุกขยายโปรเจ็คต์ใหม่ในอาเซียน

ภายใน 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 800 เมกะวัตต์รวมเป็น 1,500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมี 717 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 4.8 หมื่นล้านบาท แต่หากคิดเป็นในส่วนของเงินลงทุนของบริษัทเท่านั้นไม่นับรวมกับ Project Finance กับสถาบันการเงินคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนถ้าหากกรณีไม่ใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบอื่นๆก็อาจใช้จากกระแสเงินสดเพราะโดยปกติกำไรสุทธิบริษัทจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5-7 พันล้านบาทต่อปี

สำหรับแผนการขยายโครงการใหม่บริษัทมุ่งมองหาโอกาสขยายในต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะหลายประเทศอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต

"เราก็มองหาโอกาสในประเทศเวียดนาม ,เมียนมา, กัมพูชา เพราะหลังจากเปิดประเทศไม่นานแนวโน้มการเติบโตภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตยังมีอีกมหาศาล"นายกำธร กล่าว

ปัจจุบัน WEH มีกำลังการผลิตรวม 717 MW จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมทั้งหมด 8 โครงการ จำหน่ายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่อัตรา 3.50 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (KWh) ประกอบด้วย

1.โรงไฟฟ้าพลังงานลม FKW กำลังผลิตติดตั้ง 103.5 MW เริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (COD) ปี 2555

2.โรงไฟฟ้าพลังงานลม KR2 กำลังผลิตติดตั้ง 103.5 MW เริ่ม COD ปี 2556

3.โรงไฟฟ้าพลังงานลม WTB กำลังผลิตติดตั้ง 60 MW เริ่ม COD ปี 2559

4.โรงไฟฟ้าพลังงานลม T1 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 2561

5.โรงไฟฟ้าพลังงานลม T2 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 2561

6.โรงไฟฟ้าพลังงานลม T3 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 2561

7.โรงไฟฟ้าพลังงานลม NKS กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ปี 2561

และ 8.โรงไฟฟ้าพลังงานลม T4 กำลังผลิตติดตั้ง 90 MW เริ่ม COD ไตรมาส 1/2562

*บอร์ดไฟเขียว "ปันผล" ครั้งแรกรอบ 11 ปี

สำหรับมติคณะกรรมการบริษัทครั้งล่าสุด (29 ก.ย.) อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาเมื่อปี 52 เป็นเงินสดในอัตรา 1.40 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 26 ต.ค.63

"การปันผลระหว่างกาลเป็นอำนาจของกรรมการสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย แต่หากปันผลประจำปีต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น"นายกำธร กล่าว

ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 62 บริษัทมีรายได้รวม 12,058 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,888 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีแรกที่รับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าครบทั้ง 8 แห่ง

https://youtu.be/WbnWZAyZosM


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ