(เพิ่มเติม) "นพพร"ทวง 700 ล้านเหรียญฯจาก"ณพ ณรงค์เดช"ค้างค่าหุ้น WEH แจงคดียังคาศาลทั้งใน-ตปท.

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday August 21, 2020 18:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้ก่อตั้ง บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) แถลงข่าวเปิดใจเป็นครั้งแรกผ่าน Zoom จากประเทศฝรั่งเศส กรณีความขัดแย้งกับนายณพ ณรงค์เดช รองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร WEH คนปัจจุบันที่มีคดีฟ้องร้องต่อกันหลายคดีที่สืบเนื่องมาจากการซื้อขายหุ้น บริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (REC) ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน WEH

นายนพพร ระบุว่า นายณพยังจ่ายเงินค่าหุ้นไม่ครบตามสัญญา โดยมีเงินที่ค้างชำระและอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ครบกำหนดชำระรวมแล้วราว 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยังมีคดีฟ้องร้องที่ค้างอยู่ทั้งในศาลไทยและศาลในต่างประเทศ

นายนพพร กล่าวว่า ช่วงกลางปี 58 กลุ่มบริษัทของนายนพพรคือ บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จำกัด บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสเม้นท์ส จำกัด (ฮ่องกง) และ บริษัท ไดนามิค ลิงค์ เวนเจอร์ส จำกัด (ฮ่องกง) ได้ลงนามในสัญญาขายหุ้น REC ให้กับ 2 บริษัทของนายณพ 2 บริษัท คือ บริษัท ฟุลเลอร์ตัน เบย์ อินเวสต์เมนท์ จำกัด (หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น) และบริษัท เคพีเอ็น เอนเนอยี โฮลดิ้ง จำกัด (ประเทศไทย) (KPNEH) โดยแยกเป็น 2 สัญญา มูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนั้นได้โอนหุ้นให้นายณพไปเมื่อเดือนส.ค.58 ทำให้นายณพมีอำนาจในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ใน WEH เพราะในขณะนั้น REC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ WEH สัดส่วนราว 60%

ฝ่ายนายณพ ตกลงแบ่งจ่ายเป็นงวดแรกภายใต้สัญญาของ KPNEH จำนวน 89.25 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนก.ย. 58 และ งวดแรกของ ฟุลเลอร์ตันฯ จำนวน 89.75 ล้านเหรียญในเดือน ต.ค.58 จากนั้นให้ทั้ง KPNEH และ ฟุลเลอร์ตันฯ จ่ายงวดถัดมาจำนวน 325 ล้านเหรียญเมื่อมีการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์(COD) 5 โครงการ หรือในปลายปี 61 และจ่ายอีก 100 ล้านเหรียญเมื่อ COD 5 โครงการแล้ว 1 ปี หรือปลายปี 62 และอีก 100 ล้านเหรียญสุดท้ายจ่ายเมื่อ COD 5 โครงการแล้ว 2 ปี หรือปลายปี 63

แต่เมื่อถึงเวลาจ่าย นายณพ ยังไม่ชำระเงินค่าหุ้นและได้เดินทางมาเจรจาขอผันผ่อน จนมาจ่ายก้อนแรก 90.5 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนธ.ค.58 จากจำนวนเงินที่รวมดอกเบี้ยปรับ 15% จะต้องจ่าย 92 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนงวดแรกของฟุลเลอร์ตันฯ ก็ยังไม่ได้มีการจ่าย ซึ่งเท่ากับผิดนัดชำระ นายนพพรจึงฟ้องโดยผ่านคณะอนุญาโตตุลการ และมีคำชี้ขาดให้บริษทของนายณพจ่ายเงิน 85.75 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมานายณพ ถูกอนุญาโตตุลาการกดดันเมื่อต้นปี 62 จึงได้วางเงินให้วางเงิน ค้ำประกันไว้ที่ศาล จำนวน 85.75 ล้านเหรียญ ต่อมาฝ่ายนายนพพรชนะคดีก็ได้รับเงินที่วางค้ำประกันนั้นไปเมื่อ มิ.ย.62 ซึ่งเท่ากับว่านายนพพรได้รับเงินชำระค่าหุ้นเพียง 176.25 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายนพพร ยังกล่าวต่อว่า นายณพยังมีเงินค้างชำระอยู่อีก 581 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินค่างวดสุดท้ายที่จะต้องจ่ายปลายปี 63 อีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าที่ปรึกษาทนายที่นายณพที่เป็นฝ่ายแพ้ต้องจ่ายด้วย รวมแล้วประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนายณพปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามสัญญา

ต่อมานายณพ ไปฟ้องต่อศาลสูงของสิงคโปร์อ้างใช้สิทธิตามกฎหมาย ฟ้องว่าของให้ศาลสิงคโปร์เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลสิงคโปร์ยกคำร้อง ดังนั้น ตามที่นายณพอ้างว่าคดีที่ศาลสิงคโปร์กำลังพิจารณานั้นจึงไม่จริง ความพยายามของนายณพที่ไม่จ่ายเงินค่าหุ้น ได้ทำให้มีการโอนหุ้น REC ออกไปเป็นทอดๆ โดยทอดแรกโอนให้นายเกษม ณรงค์เดช บิดานายณพ ซึ่งทราบภายหลังว่ามีการปลอมลายเซ็นนายเกษม และโอนต่อไปให้บริษัท โกลเด้น มิวสิก ลิมิเต็ด ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ในระหว่างนั้น WEH งดส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องนำส่งทุกปี ทำให้บุคคลภายนอกไม่รู้ว่าหุ้นมีการเปลี่ยนมืออย่างไร และหุ้นโอนไปให้ใครบ้าง แต่สุดท้ายก็พบว่าบริษัท โกลเด้น มิวสิกฯ เข้ามาถือหุ้น WEH ทางนายนพพร ก็ขอให้ศาลฮ่องกงให้อายัดหุ้นโกลเด้นมิวสิกฯ โดยไม่ได้ฟ้องนายณพ นายณพก็รีบส่งรายชื่อแต่มีการสับเลขทะเบียนหุ้น สิ่งนี้ทำให้เห็นเจตนาไม่บริสุทธิ์ เมื่อศาลฮ่องกงสั่งอายัดหุ้นแล้ว

จากนั้น นายนพพร ได้ฟ้องคดีที่ประเทศอังกฤษว่ามีกระบวนการสมคบคิดที่มีโกลเด้น มิวสิกฯ นายณพ คุณหญิงกอแก้ว บุญยะจินดา ซึ่งมีฐานะเป็นแม่ภรรยา ที่รวมกันโกงหรือไม่ชำระเงินค่าหุ้น และโอนหุ้นหนีไป ศาลอังกฤษจึงมีคำสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นโกลเด้น มิวสิกฯต่อจากศาลฮ่องกงที่เคยสั่งอายัดหุ้นก่อนหน้า ดังนั้นคำสั่งอายัดหุ้นของศาลฮ่องกงจึงไม่มีความจำเป็นใดๆอีกต่อไป โดยคาดว่าศาลอังกฤษน่าจะมีคำตัดสินภายในปลายปีนี้ ซึ่งนายนพรมั่นใจว่าจะชนะคดี

นายนพพร กล่าวว่า หากชนะคดีก็จะทำให้หุ้น WEH ที่โกลเด้นถืออยู่ในปัจจุบันประมาณ 40% ถูกนำออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้น ส่วนหุ้นที่เหลือถูกนายณพนำไปขายต่อให้กับผู้อื่นแล้ว

และ นายนพพร ยังได้ฟ้องนายวีรวงศ์ จิตต์มิตรภาพ ซึ่งเป็นทั้งกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ และเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับนายณพในการวางแผนโอนหุ้นหนี พร้อมฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ด้วยที่ร่วมมือให้มีการโอนหุ้น

นายนพพร ยังเปิดเผยว่า เงินก้อนแรกที่นายณพนำมาจ่ายค่าหุ้นก้อนแรก 90.5 ล้านเหรียสหรัฐ มาจากบัญชีเงินฝาก 3 พี่น้องณรงค์เดชที่ธนาคารในฮ่องกง จำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนอีก 80.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาทนั้น มาจากการออกตั๋วแลกเงิน (B/E) ที่ออกโดยบริษัท KPNEH จำนวน 1,500 ล้านบาท ซึ่ง KPNEH มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทและชำระแล้ว 2.5 ล้านบาท ที่สามารถออกมาได้เพราะเป็นเจ้าของ WEH แต่อายุตั๋ว B/E ไม่ยาว ก็ต้องมีการออกตั๋วหมุนเวียน แต่ทำได้ไม่เกิน 2 ปีก็หมุนไม่ออก และท่าทางจะผิดนัดชำระหนี้

ในที่สุดนายณพได้ขอยืมเงินจากนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทุนธนชาต กว่า 1 พันล้านบาท และนำดินของตระกูลณรงค์เดชมาค้ำประกันเงินกู้ งทำให้เกิดข้อตกลงธุรกิจระหว่างนายณพกับหุ้น WEH ที่สุดนายณพก็ผิดนัดชำระนายศุภเดช ทำให้ครอบครัวณรงค์เดชต้องหาเงินกว่า 1 พันล้านบาทมาไถ่ที่ดินคืนแทนนายณพ และเชื่อว่านี่เป็นความขัดแย้งในครอบครัวณรงค์เดช

ส่วนอีก 1 พันล้านบาท ได้ทราบข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่านายณพขอกู้ยืมมาจากนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ เจ้าของบมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) 700 ล้านบาท ส่วนอีก 300 ล้านบาทได้ทราบข้อมูลจากพนักงาน WEH ที่ไม่พอใจการบริหารของนายณพระบุว่านายณพเบิกมาจากบัญชีของ WEH

สำหรับเงินก้อนที่สอง จำนวน 85.75 ล้านเหรียญสหรัฐที่มีกำหนดจ่ายในเดือน ต.ค.58 กว่านายณพจะวางเงินค้ำประกันที่ศาลระหว่างรอคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต้นปี 62 นั้น หรือราว 4 ปี นั้น ตนเองทราบว่าเงินก้อนดังกล่าวมาจากการขายหุ้นให้นายประเดช กิตติอิสรานนท์ ที่เป็นอดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจนายนพพร ซึ่งกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ใน WEH โดยถือสัดส่วนประมาณ 12-13% รวมทั้งทราบว่ามีการนำหุ้นไปขายให้กับ บมจ.เอคิว เอสเตท (AQ) เป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ทั้งนี้ นายณพ ไม่เคยควักเงินซื้อหุ้นเลย

นอกจากนี้ยังมีจดหมายจากกลุ่มพนักงาน WEH เมื่อ 22 เม.ย.59 เปิดพฤติกรรมนายณพ และคนสนิทที่เป็นกรรมการบริษัทที่ได้เบิกค่าใช้จ่ายหลายครั้งจาก WEH อย่างไม่เหมาะสม ถือเป็นการทุจริต รวมทั้งให้พนักงานบริษัทของภรรยาเข้ามาใช้พื้นที่ทำงานใน WEH และนำเงินจาก WEH ไปจ่ายเงินเดือนให้พนักงานกลุ่มดังกล่าว และภายหลัง WEH ไล่พนักงาน 8 คนที่เป็นพนักงานบริษัทของภรรยา สำหรับปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ที่นายณพ อ้างถึงว่านายนพพรไม่ทำตามเงื่อนไขการซื้อขายนั้นว่า เหตุเกิดเมื่อปี 60 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีที่ดินจ.ชัยภูมิที่ใช้ในโครงการพลังงานลมของบริษัทอื่นว่าไม่สามารถนำที่ดินไปปล่อยเช่าให้กับโครงการพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์มได้ แต่ในกลางปี 60 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกคำสั่งม.44 ให้อนุญาตใช้ที่ดินส.ป.ก.ไปใช้ประกอบธุรกิจพลังงานลมได้เพื่อให้มีการดำเนินการต่อไปได้ อีกทั้งธนาคารก็ปล่อยกู้ให้ทั้ง 5 โครงการพลังงานลมของ WEH ด้วย ถึงไม่ใช่การขายของไม่ตรงปกอย่างที่นายณพกล่าวหา


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ